บทที่ 3 ตอนที่ 3
“เอ่อ... แล้วหนูต้องทำยังไงบ้างคะพ่อเลี้ยง”
“ไม่มีอะไรยากหรอก เราก็แค่แต่งงานกัน ทำให้ณิชารู้ว่าคนที่เป็นฝ่ายถูกทิ้งน่ะไม่ใช่ฉัน”
“เอ่อ...”
หล่อนก้มหน้าลงมองมือตัวเอง ก่อนจะกลั้นใจถามออกไป
“แล้วเรื่อง... เอ่อ... ห้องนอนล่ะคะ”
เขาเงียบไปเล็กน้อย ก่อนที่น้ำเสียงกระด้างจะดังกังวานออกมาให้ได้ยิน
“คำว่าแต่งงานของฉันคือการแต่งงานจริงๆ และก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ”
หล่อนลืมตัวช้อนตามองเขา พวงแก้มนวลเป็นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ เมื่อนึกถึงเรื่องความสัมพันธ์ทางกายที่อาจจะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อการแต่งงานเดินทางมาถึง
“ตะ... แต่พ่อเลี้ยงแค่จ้างหนูแต่งงานไม่ใช่เหรอคะ”
“จ้างแต่งงานก็คือฉันจะจ่ายเงินก้อนหนึ่งซึ่งมันมากพอที่จะทำให้เธอใช้ชีวิตหลังจากที่ไม่มีฉันได้อย่างสบาย ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ทางกาย ฉันเป็นผู้ชายเต็มตัว และแน่นอนว่าฉันต้องการมันจากเมียตัวเอง”
หล่อนหน้าแดงจัดยิ่งขึ้น หัวใจเต้นแรงระรัว นึกไม่ถึงว่าตัวเองจะมีโอกาสมานั่งต่อรองกับเคลวินในเรื่องแบบนี้
“เอ่อ...”
“หรือว่าเธอมีเรื่องขัดข้องล่ะ”
“หนู... เอ่อ... หนูไม่มีอะไรขัดข้องค่ะ”
“ดีมาก งั้นเดี๋ยววันนี้ตอนเย็นมาเซ็นสัญญาจ้างงานนะ ฉันจะร่างเอาไว้รอเธอ”
“สัญญาจ้างงาน?”
ใบหน้าหล่อจัดของเคลวินเปื้อนรอยยิ้มบางๆ ท่าทางของเขาดูผ่อนคลาย ต่างจากหล่อนอย่างสิ้นเชิง
เขาทำเหมือนกับว่ากำลังเจรจาเรื่องธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องความสัมพันธ์ทางกายอย่างนั้นแหละ
เฌอปรางอดน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ แต่ก็จำต้องเก็บซ่อนเอาไว้ให้ลึกที่สุด
“ถูกต้อง เราต้องทำสัญญากันเอาไว้ เพราะในอนาคต อาจจะมีคนหนึ่งคนใดผิดสัญญาขึ้น จะได้ไม่ต้องมีปัญหากันไงล่ะ”
“ค่ะ”
หล่อนไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากตอบรับเขาออกไปด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
“ขอบใจเธอนะเฌอปรางที่ยอมช่วยเหลือฉัน”
เขาส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ฉันขอตัวไปร่างสัญญาก่อน แล้วเย็นนี้เจอกันหลังอาหารมื้อค่ำ”
“เอ่อ... ค่ะ พ่อเลี้ยง”
เขาส่งยิ้มให้หล่อนอีกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวเดินจากไปด้วยท่าทางสง่างามตามบุคลิกประจำตัว
น้ำใสๆ ไหลคลอสองหน่วยตาของเฌอปราง เมื่อเหลือหล่อนอยู่เพียงลำพังภายในสนามหญ้าหลังบ้าน
แสงจากดวงตะวันในวันนี้ไม่ได้สวยงามเหมือนเช่นทุกวันอีกแล้ว
หล่อนไม่ได้รังเกียจที่จะเป็นภรรยาของเคลวิน แต่สิ่งที่ทำให้หล่อนเสียใจ คือการได้เป็นภรรยาจ้างที่ต้องจากไปเมื่อสัญญาจ้างงานสิ้นสุดลง
หากเลือกได้ หล่อนต้องการที่จะอยู่กับเขาในฐานะเดิม เด็กในอุปการะแบบนี้ไปชั่วชีวิต เพราะมันทำให้หล่อนสามารถมองเขา เห็นเขาได้ทุกวันเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา
มือเล็กยกขึ้นป้ายน้ำอุ่นๆ ที่ไหลออกมาจากดวงตา กลีบปากอิ่มสั่นสะท้านเมื่อก้อนสะอื้นเล็ดลอดผ่านออกไป
แต่หล่อนไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก ในเมื่อมันคือความต้องการของเคลวิน ผู้ชายที่เปรียบประดุจเจ้าของลมหายใจ
แกรก...
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังแว่วมาในหู ทำให้เฌอปรางต้องรีบจัดการกับหยาดน้ำตาบนแก้มนวล และเมื่อแน่ใจว่ามันแห้งดีแล้ว จึงหันไปมองยังต้นเสียง
“พี่นัท”
ดนัทธ์ ชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปี เขาคือลูกชายของหัวหน้าคนงานในไร่ชาของเคลวิน
ดนัทธ์ได้ทุนจากเคลวินให้ไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ และก็เพิ่งกลับมาอยู่ที่ไร่ชาได้เกือบๆ สองปีแล้ว
“พี่ไม่นึกว่าจะเจอน้องปรางที่นี่”
ดนัทธ์เดินมานั่งบนเก้าอี้ไม้สีขาวตัวเดิมที่เคลวินเพิ่งลุกจากไป เขาเป็นผู้ชายผิวขาว ปากแดง และมีหน้าตาหล่อเหลาถอดแบบมาจากหนุ่มเกาหลีไม่มีผิด
“เอ่อ... พี่นัทมาเดินเล่นเหรอคะ”
“เปล่าหรอก พี่มาตามหาพ่อเลี้ยงน่ะ พอดีตอนเช้าจะมีคนเข้ามาเก็บใบชาน่ะ”
เด็กสาวฝืนยิ้มสดใส แต่กระนั้นคู่สนทนาก็เหมือนจะสังเกตเห็นความเศร้าในดวงตาของหล่อน
“พ่อเลี้ยงน่าจะอยู่ในบ้านนะคะ”
“อืม ว่าแต่น้องปรางเถอะ เป็นอะไรไป ทำไมวันนี้หน้าดูเครียดๆ ชอบกล”
“ปะ... เปล่าค่ะ”
“ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ ปรึกษาพี่ได้นะ พี่ยินดีรับฟังน้องปรางเสมอครับ”
หล่อนเสหลบสายตาที่แสดงความรู้สึกชัดเจนของดนัทธ์ลงมองมือเล็กของตัวเอง
“ขอบคุณพี่นัทค่ะ แต่ปราง... ไม่เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ”
“โอเคครับ งั้นพี่ขอตัวก่อนนะ เดี๋ยวเที่ยงๆ พี่จะแวะมาขอน้องปรางกินข้าวด้วยสักมื้อ”
“เอ่อ... ได้ค่ะ”
ดนัทธ์ฉีกยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“พี่ถือว่าน้องปรางรับปากแล้วนะครับ ห้ามเบี้ยวพี่ล่ะ”
“ปรางไม่เบี้ยวพี่นัทหรอกค่ะ”
เฌอปรางฝืนยิ้มออกมา ก่อนจะยกมือขึ้นโบกลาตอบดนัทธ์ที่กำลังเดินจากไป
ทำไมหล่อนจะไม่รู้ล่ะว่าดนัทธ์คิดอะไรอยู่ แต่หล่อนไม่อาจจะตอบรับความรู้สึกของเขาได้
